ปี 58 ร้านอาหารแข่งขันรุนแรง ร้านอาหารเติบโตโดดเด่น 6.9 – 8.9% โดยระบุว่า ในปี 2558 นี้ ต้นทุนในการขยายสาขาของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดให้กลยุทธ์การขยายสาขาของเชนร้านอาหารเปลี่ยนแปลงไป

กลยุทธ์การขยายสาขาของเชนร้านอาหารในปี 2558 จะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทำเลที่ตั้งที่จะขยายสาขามากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยต้องเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารในพื้นที่ยังไม่รุนแรงมากนัก รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกแบรนด์ร้านอาหารให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ที่จะขยายสาขามากขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอรูปแบบอาหารที่แปลกใหม่และสอดคล้องกับรูปแบบการรับประทานอาหารนอกบ้านของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอีกด้วย เพื่อให้เม็ดเงินการลงทุนขยายธุรกิจร้านอาหารเป็นไปอย่างคุ้มค่าสูงสุด

นอกจากนี้ ในปี 2558 ยังมีการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารรายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการธุรกิจรายใหญ่ เช่น ธุรกิจเครื่องดื่ม ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจผลิตอาหาร เป็นต้น ที่ต่างหันมารุกในธุรกิจร้านอาหารมากขึ้น โดยกลยุทธ์การขยายธุรกิจจะเป็นการเจาะช่องว่างในตลาดและนำเสนออาหารสัญชาติใหม่ๆ รวมไปถึงนำเสนออาหารในรูปแบบที่แตกต่างเพื่อเป็นตัวเลือกใหม่ๆสำหรับลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยมีรูปแบบอาหารที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากจะเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารของคนไทยต่อคนต่อครั้งปรับตัวสูงขึ้น จากการกระตุ้นการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นโดยผู้ประกอบการธุรกิจเชนร้านอาหารแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนการประกอบธุรกิจร้านอาหารในระดับที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจเชนร้านอาหารจำเป็นต้องปรับราคาอาหารให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารมีทางเลือกในการนำเสนอความคุ้มค่าในรูปแบบอื่นๆได้ ผ่านการให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ เช่น รสชาติอาหาร ความแตกต่างและความหลากหลายของอาหาร การตกแต่งร้าน การให้บริการ เป็นต้น โดยผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารต้องให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ลูกค้ามีค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารต่อคนต่อครั้งสูงขึ้น ขยายฐานลูกค้าไปในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการซ้ำควบคู่กันไป


อาหารเป็นหนึ่งในหกยุทธศาสตร์ของโครงการศึกษาผลกระทบเศรษฐกิจอาเซียนต่อผู้ประกอบการSMEs ในสาขาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ได้ศึกษาถึงโอกาส สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังจะเตรียมตัวมุ่งสู่AEC โดยเฉพาะในกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ประชาชาติธุรกิจ นิวบิซ สรุปเนื้อหาในส่วนของจุดเด่นจุดด้อยของไทยทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งพันธมิตรที่เราควรจะเลือกให้เหมาะกับระดับของธุรกิจ สำหรับการเปิดตัวเองสู่ตลาดAECของSMEs ปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐเน้นย้าก็คือ การรวมกลุ่มของรายย่อย เป็นเครือข่าย ที่เข้มแข็งเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของกันและกัน รวมทั้งการใช้อำนาจของกลุ่มเป็นกลไกในการต่อรองกำหนดราคาและพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็ง โดยการตั้งเป็นสถาบัน เช่น สหกรณ์ ชมรม สมาคม สมัครใจ เพื่อพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

สำหรับต้นน้ำจะได้รับประโยชน์จากตลาดใหญ่ขึ้น แต่ข้อเสียคือ แข่งขันกับเพื่อนบ้านที่ต้นทุนต่ำกว่า SMEsจะอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะภาคการเกษตร ประมงกลางน้ำ มีตลาดใหญ่ขึ้น มีวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และ ผู้ประกอบการมีโอกาสย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีวัตถุดิบ และมีความพร้อมในเรื่องแรงงานและการขนส่ง แต่ข้อเสียคือ ถ้าผู้ประกอบการไม่แข็งแรงพอ จะถูกครอบงำจากนักลงทุนต่างชาติ และกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตแทนส่วนปลายน้ำเองก็ตลาดมากขึ้น การเดินทางระหว่างกันสะดวกมากขึ้น

ในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ธุรกิจบริการร้านอาหาร โรงแรมเฟื่องฟู และมีโอกาสขยายการลงทุน เนื่องจากเปิดเสรีมากขึ้นนั่นเอง ส่วนข้อเสียก็คือ จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามามากขึ้น และหากผู้ประกอบการไทยไม่แข็งแรงพอ เราจะกลายเป็นแค่คนรับผลิตมากกว่าเจ้าของกิจการ

สำหรับประเทศที่ผู้ประกอบการเลือกทำธุรกิจนั้นหากเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า เหมาะกับอุตสาหกรรมประมง และวัตถุดิบที่มีราคาต่ำกว่าของไทย ลาว และกัมพูชา เป็นแหล่งพืชไร่และพืชสวน
– อุตสาหกรรมกลางน้ำ เวียดนาม กัมพูชา บรูไน สิงคโปร์ เป็นแหล่งขยายสินค้าแปรรูป เพราะมีอำนาจในการซื้อ
– อุตสาหกรรมปลายน้ำ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นแหล่งขยายการลงทุน อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม รีสอร์ต

ญี่ปุ่น ASEAN Japan Center เป็นหน่วยงานที่เกิดจากร่วมมือของประเทศญี่ปุ่นและประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ก่อตั้งเพื่อเป็นศูนย์กลางในทำการตลาดและการซื้อการขาย จับคู่ธุรกิจระหว่างนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นและผู้ผลิตสินค้า


แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารไทยในดินแดนมังกรอนาคตสดใสตามการเติบโตทาง ศก.จีน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และรสนิยมกินอาหารนอกบ้านของชาวจีนรุ่นใหม่ แนะเร่งสร้างเอกลักษณ์อาหารไทยแบบต้นตำรับในจีน

การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารไทยในประเทศจีน เพื่อวางกลยุทธ์ผลักดันการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารไทย ภายใต้โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นครัวอาหารคุณภาพของโลก ซึ่งจัดทำโดยศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรมอาหาร สถาบันอาหาร พบว่า ในปัจจุบันจีนมีจำนวนชนชั้นกลางประมาณ 250 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18.50 ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี 2563 จำนวนชนชั้นกลางในจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านคน จากจำนวนประชากร 1,450 ล้านคน

ขณะที่รายได้ของคนจีนก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ ผู้บริโภคชาวจีนในเขตเมืองมีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 ในปี 2555 หรือคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 24,565 หยวนต่อปี และในเขตชนบทมีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่ร้อยละ 13.5 หรือเท่ากับ 7,917 หยวนต่อปี

และจากการศึกษา พบว่าชาวจีนที่มีรายได้สูงในเขตเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่งโดยมากจะต้องการซื้ออาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มั่นใจในคุณภาพ นอกจากนี้ ชาวจีนมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น เนื่องจากมีระยะเวลาในการทำงานที่นานขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้ชาวจีนนิยมรับประทานอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น รวมไปถึงอาหารจานด่วน (Fast Food Service) และบริการส่งตรงถึงบ้าน (Home Delivery Service) ขณะเดียวกันก็มีความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น โดยต้องการสินค้าและอาหารที่แปลกใหม่ หลากหลาย และมีคุณภาพสูงขึ้น บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ก็จะต้องมีความทันสมัย และสามารถสร้างความเชื่อมั่นในด้านความสะอาดและปลอดภัยของส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่นำมาใช้ได้อีกด้วย

คนจีนในปัจจุบันนิยมกินอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น ทั้งหนุ่มสาว คนทำงาน และครอบครัว ถือเป็นโอกาสของธุรกิจร้านอาหารไทย โดยปัจจุบันพบว่าลูกค้าที่มากินอาหารที่ร้านอาหารไทยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีระดับรายได้ปานกลาง-สูง และเป็นลูกค้าประจำ แต่ปัญหาคือผู้บริโภคชาวจีนยังไม่สามารถแยกได้ถึงคุณลักษณะเฉพาะของอาหารไทย ซึ่งต้องเร่งสร้างอัตลักษณ์ให้โดดเด่นเฉพาะให้มากขึ้น ในอนาคตร้านอาหารไทยในจีนมีโอกาสเติบโตสูงหากผู้ประกอบการสามารถที่จะรักษาคุณภาพมาตรฐานรสชาติอาหารไทยไว้ได้ จะทำให้คนจีนรู้จักและต้องการทดลองรับประทานอาหารไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการไปท่องเที่ยวที่เมืองไทยทำให้ได้รู้จักและรับประทานอาหารไทย เมื่อกลับมาเมืองจีนก็ยังคงชื่นชอบอาหารไทย


การเลือกทำเลในการทำธุรกิจนั้น มีความสำคัญอย่างมากเพราะหากเลือกไม่ดีแล้วจะมีผลกระทบต่างๆ ตามมา แต่ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของธุรกิจบางธุรกิจอาจมีข้อจำกัดแตกต่างกันดังนั้นทำเลถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำธุรกิจโดยเฉพาะประเภทธุรกิจบริการต่างๆ ซึ่งปัจจัยหลักๆในการเลือกที่ตั้งทำเลธุรกิจบริการมีด้วยกันดังนี้
1.สภาพแวดล้อมของทำเล ต้องศึกษาก่อนว่าคนบริเวณนั้น เป็นคนประเภทใด อายุเท่าใด กลุ่มไหน ระดับรรายได้ และรสนิยมเป็นอย่างไรและที่อยู่บริเวณนั้นเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร เช่น ออฟฟิศสำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมโรงเรียน โรงพยาบาลเพื่อดูเวลาที่ผู้คนจะช็อปปิ้งเวลาไหน
2.สภาพแวดล้อมของธุรกิจ โดยจะต้องศึกษาดูว่าบริเวณนั้นมีธุรกิจใดเปิดอยู่บ้าง และคนที่เข้าไปใช้บริการธุรกิจนั้นเป็นคนกลุ่มใดถ้าจะให้ดีหาทางคุยกับผู้ประกอบธุรกิจบริเวณนั้น เรื่องรายได้ กลุ่มลูกค้า ค่าเช่า
3.สำรวจธุรกิจคู่แข่งว่าดำเนินกิจการอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะเมื่อเราไปตั้งธุรกิจอยู่บริเวณนั้นย่อมจะต้องมีการแย่งลูกค้ากันเองบางส่วน หากธุรกิจคูแข่งกำไรดี ขายไม่ทัน มีคนใช้บริการเยอะ แบบนี้ก็น่าเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งการตลาดแต่หากธุรกิจคู่แข่งเงียบเหงาก็เป็นสัญญาณว่าธุรกิจนี้อาจมีปัญหา
4.ค่าเช่า เพราะหากค่าเช่าแพงก็อาจจะทำให้กำไรธุรกิจลดลงไปด้วย ซึ่งเรื่องค่าเช่าเป็นปัญหาสำคัญในการทำธุรกิจเลยอีกอย่างคือ ภาษี
5.ส่วนของสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างเช่น ที่จอดรถมีเพียงพอหรือไม่ แถวนั้นรถติดหรือไม่ และมีรถสาธารณะหรือรถไฟฟ้าหรือไม่

ดังนั้นหากต้องการที่จะทำธุรกิจร้านอาหารผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องศึกษาถึงข้อมูลต่างๆที่กล่าวมานี้ให้ดีเสียก่อน เพราะหากไม่มีการศึกษาข้อมูลแล้วทำการเปิดร้านอาหารขึ้นมานั้นก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมา ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่าย ค่าเสียเวลาในการสร้างร้านและเปิดร้าน ฉะนั้นหากศึกษาข้อมูลต่างๆและทำเลที่มีประชากรผ่านไปผ่านมาเยอะหรืออยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญต่างๆก็อาจจะส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารนั้นมีคนเข้าร้านเยอะขึ้น ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไปอีกด้วย

ปัจจัยเกือบทุกอย่างในประสบการณ์ของนักทานของคุณขึ้นอยู่กับคุณภาพของบริการ ซึ่งคือการทักทาย การสั่งอาหาร การเสิร์ฟ การชำระเงิน เนื่องจากมื้ออาหารที่ยอดเยี่ยมมากมายถูกทำลายลงด้วยบริการที่ยอดแย่ เราจึงควรยกให้การบริการที่ดีมีความสำคัญสูงสุดเสมอ ในบทความนี้ เราจะอภิปรายกันถึงสิ่งที่ควรพิจารณาสำหรับบริการที่ดีและประเภทที่แตกต่างกันของการบริการที่ร้านของคุณสามารถนำไปปรับปรุงได้

บริการที่ดีคือเรื่องของการทำให้นักทานรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับที่ดีและการสร้างการสื่อสารที่ดีและมีความสุขต่อนักทานและพนักงาน แล้วเราจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

สุภาพและมีมารยาท ในขณะที่เสิร์ฟอาหาร ฝึกฝนพนักงานบริการของคุณให้ดีในเรื่องนี้ แล้วนักทานของคุณจะจดจำประสบการณ์การทานนี้ด้วยความชื่นชอบ

ตรงต่อเวลาและพิถีพิถันในการตอบสนองความต้องการของนักทานของคุณ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพนักงานของคุณมีความรู้ดีพอเกี่ยวกับเมนูและเสิร์ฟอาหารด้วยกิริยาที่ถูกต้อง

รู้จักนักทานของคุณโดยทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณและความต้องการของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็ต้องสิ่งที่ลูกค้าขาประจำของคุณชื่นชอบด้วยเพื่อทำให้พวกเขาอยากกลับมาทานอีกเรื่อยๆ

หาสัดส่วนที่ถูกต้องระหว่างพนักงานต่อลูกค้าไม่มีใครชอบถูกปล่อยให้คอย เมื่อคุณมีพนักงานมากเพียงพอ นักทานทุกคนจะพอใจกับความใส่ใจที่พวกเขาสมควรได้รับ อย่างไรก็ตาม พนักงานที่เดินไปมาจำนวนมากเกินไปจะทำให้แขกรู้สึกไม่สบายใจ ลองหาสมดุลที่ถูกต้องดู

พยายามให้มากขึ้นเป็นพิเศษ
และมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถทำได้ ชี้ทางไปห้องน้ำแขกหรือบอกเมนูแนะนำสักหน่อย ความรู้สึกดีส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยทำให้ประสบการณ์การทานดีขึ้นได้