ธุรกิจยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่ใครต่อใครก็อยากเข้ามาเป็นผู้ประกอบการกันมากที่สุดอีกธุรกิจหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้น “ธุรกิจร้านอาหาร” ที่เป็นธุรกิจในฝันของใครหลายๆ คน บางท่านอยากเปิดร้านอาหารเพราะใจรัก บางท่านมีฝีมือทำอาหารอร่อยก็อยากเปิดร้าน หรือมีเพื่อนฝูงมาชวนร่วมหุ้นเปิดร้าน แต่ธุรกิจร้านอาหารในเนื้อแท้แล้วถึงแม้จะได้กำไรดี แต่ก็มีรายละเอียดให้ต้องศึกษาและรู้จริงก่อนที่ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของร้านอาหารได้

ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องพิจารณากลยุทธ์ทางการตลาดให้ครบทุกด้าน เรียกได้ว่าต้องมีส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ ดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์ (Product) การเลือกประเภทอาหารจะต้องโดนใจกลุ่มเป้าหมายหรือตรงกับความต้องการ เช่น อาหารญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่ง สเต๊ก พิซซ่า หรือติ่มซำ เป็นต้น และควรพิจารณาคู่แข่งในบริเวณนั้นๆ ร่วมด้วยว่ามีคู่แข่งมากหรือน้อย

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือ “ความอร่อยและสดใหม่” ของอาหาร ซึ่งจะเป็นสิ่งที่กุมหัวใจของลูกค้าให้กลับมารับประทานที่ร้านอีกในครั้งต่อๆ ไป สิ่งสำคัญในด้านผลิตภัณฑ์จะต้องเป็น “หนึ่งในใจของลูกค้า” หากลูกค้าอยากจะรับประทานอาหารแบบนี้จะต้องมารับประทานที่ร้านนี้เท่านั้น เช่น สุกี้ต้องรับประทานที่เอ็มเค ไอศกรีมต้องที่สเวนเซ่นส์ ข้าวผัดปูต้องร้านข้าวผัดปูเมืองทอง ปูผัดผงกะหรี่ต้องร้านสมบูรณ์โภชนา เป็นต้น

2. ราคา (Price) การตั้งราคาเป็นศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องมองให้ออกว่าเงินในกระเป๋าลูกค้าที่ยินดีจ่ายให้นั้นมีเท่าไร หากตั้งราคาต่ำไปก็ได้กำไรน้อย แต่ถ้าราคาสูงเกินไปก็ขายได้น้อย

ฉะนั้น กำไรขั้นต้นของอาหารแต่ละจานควรอยู่ที่ 50-70 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจมากกว่านั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับทำเลและบรรยากาศ การตกแต่งร้านที่สวยงาม ทั้งนี้ กลยุทธ์ราคาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจร้านอาหารมีอยู่หลากหลายมากเช่น การตั้งราคาแบบจิตวิทยา การตั้งราคาแบบเซต การตั้งราคาแบบมีของแถม การตั้งราคาขายแบบมีเงื่อนไข เป็นต้น

3. ทำเล (Place) สำหรับการทำธุรกิจค้าขายใดๆ ก็ตาม เรื่องการเลือกทำเลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทำเลที่อยู่ติดถนน เดินทางได้สะดวก มีที่จอดรถ อยู่ใกล้กับแหล่งชุมชนมีคนสัญจรไปมามากมาย ย่อมมีโอกาสที่จะเรียกลูกค้าได้ง่ายกว่า ซึ่งมักจะเรียกว่า “ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง”

สำหรับทำเลที่มักจะมีคนถามอยู่บ่อยครั้งอย่าง ทำเลบนห้างสรรพสินค้า ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี แต่ก็ควรที่จะต้องชั่งน้ำหนักด้วยว่าค่าเช่าและส่วนแบ่งการขายเป็นเปอร์เซ็นต์ที่จะต้องให้กับทางห้างสรรพสินค้านั้นคุ้มค่ากับรายได้ที่เข้ามาไหม หากสุดท้ายแล้วเหลือกำไรในระดับที่พอใจ ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจเช่นกัน

4. โปรโมชั่น (Promotion) การทำการตลาดในยุคนี้มักจะผสมผสานการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็เป็นเครื่องมือที่ประหยัดงบประมาณได้มากกว่าสื่อแบบดั้งเดิม (ป้าย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ทีวี วิทยุ เป็นต้น)

มีธุรกิจ SME หลายๆ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการนำโซเชียลมีเดียมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ สามารถเพิ่มยอดขายได้แบบทวีคูณกันเลยทีเดียว การทำโปรโมชั่นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ร้านอาหารก็สามารถทำบัตรสมาชิก มีการสะสมแต้มแลกของรางวัล หรือแม้แต่การชิงโชคไอโฟน ไอแพด ก็ทำได้เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและรับรู้ว่าทางร้านก็คืนกำไรให้กับลูกค้าที่มาอุดหนุนด้วย

5. บุคลากร (People) เป็นคีย์ที่สำคัญในธุรกิจร้านอาหาร ควรมีการอบรมและเทรนนิ่งพนักงานในด้านการบริการ การต้อนรับให้ดีเพื่อสร้างความแตกต่างและความประทับใจให้กับลูกค้า หลายๆ ร้านที่เห็นมักจะรับพนักงานพาร์ตไทม์หรือชาวต่างด้าวแล้วไม่ได้มีการฝึกอบรมพนักงานให้ดีเท่าที่ควร มักจะมีปัญหาในการสื่อสารกับลูกค้าหรือรับออร์เดอร์ผิดๆ ถูกๆ ส่งผิดโต๊ะบ้าง ถามลูกค้าซ้ำไปซ้ำมาบ้าง ซึ่งอาจจะทำให้ร้านของเราในสายตาของลูกค้าดูด้อยมาตรฐานได้

6. กระบวนการ (Process) ขั้นตอนในการบริการลูกค้า ตั้งแต่เดินเข้าร้านจนกระทั่งออกจากร้านจะต้องมีการกำหนดลงรายละเอียดทุกขั้นตอน แล้วให้พนักงานปฏิบัติตามอย่างมีแบบแผน มีการแบ่งหน้าที่ในการทำงาน เช่น ต้อนรับลูกค้า รับออร์เดอร์ การเช็กบิล ทอนเงิน ฯลฯ อย่างชัดเจนไม่สับสน

บางร้านมีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในการบริการก็เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้การบริการสะดวกและรวดเร็วขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของร้านด้วย ทั้งนี้ สำหรับร้านเล็กๆ จะไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทุกๆ การบริการเป็นที่ประทับใจของลูกค้าก็เพียงพอแล้ว

7. สถานที่ (Physical Evidence) การตกแต่งร้านที่สวยงาม ตั้งแต่ประตูทางเข้า บรรยากาศโดยรวมของร้าน ก็มีผลอย่างมากต่อการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า ถึงแม้ว่าบางร้านเป็นร้านแบบธรรมดาๆ ก็ไม่เป็นไร ขอให้เน้นในเรื่อง “ความสะอาด มีสุขอนามัยที่ดี” ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

นอกจากนี้เรื่องของห้องน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนถึงความสะอาดของร้านที่มักจะถูกมองข้ามไป รวมถึงที่จอดรถก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าของร้าน

ในท้ายนี้ สิ่งที่อยากจะฝากไว้สำหรับการทำธุรกิจร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จก็คือ “ความรักและการเอาใจใส่” ในแบบที่เรียกได้ว่า “ใส่หัวใจลงไปในอาหารทุกๆจาน” เพื่อส่งมอบอาหารที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เพราะเชื่อว่าความสุขของคนทำร้านอาหารก็คือ รอยยิ้มของลูกค้าขณะที่รับประทานอาหารของเรานั่นเอง

อร่อยเลิศระดับตำนานร้านอาหารในกรุงเทพฯ

ร้านอาหารอร่อย ๆ ในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของเรา หลายคนคงมีร้านในดวงใจแน่นอน แต่ยังมีอีกหลายร้านที่ยังไม่เคยเดินทางไปลิ้มลองจริง ๆ ก็อีกมากมายจนบอกไม่หมด ร้านอาหารชื่อดัง ที่ขึ้นชื่อทั้งความอร่อยติดดาวระดับตำนาน กับชื่อเสียงเก่าแก่ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักของนักชิมตัวยงอีกด้วย

1. ร้านมนต์นมสด ตำนานความอร่อยของร้านขนมปัง-นมสด เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 50 ปี ตัวร้านออกแบบด้วยสีขาว โดดเด่นด้วยโลโก้สีแดง ตกแต่งโดยรอบร้านให้ร่มรื่น พร้อมด้วยเมนูของหวานที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ด้วยรสชาติของนมสด ทั้งร้อนและเย็นที่อร่อยเข้มข้น เข้ากันเป็นอย่างดีกับขนมปังนุ่ม ๆ โดยมีเมนูแนะนำ ได้แก่ ขนมปังเนยสด, ขนมปังปิ้งเนย-น้ำตาล, ขนมปังสังขยา, นมสด, โอเลี้ยง, ชา, นมแดง, โอวัลติน, โกโก้, กาแฟมีทั้งแบบร้อนและเย็น, ชามะนาว, น้ำมะนาว เป็นต้น นอกจากจะบริการที่ร้านแล้ว ยังมีบริการซื้อกลับบ้านด้วย

2. ร้านผัดไทยทิพย์สมัย หรือที่หลายคนรู้รักในชื่อ ผัดไทยประตูผี ซึ่งได้ชื่อมาจากประตูเมืองที่ในสมัยก่อนถูกใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงศพออกจากเขตประตูเมืองของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณริมถนนมหาไชย โดยเริ่มต้นจากร้านค้าเล็ก ๆ ริมถนน เปิดขายตั้งแต่ในปี 2506 ตัวร้านเป็นห้องแถว เน้นการบริการที่สะอาด มีครัวสำหรับทำอาหารตั้งอยู่หน้าร้าน สามารถเห็นวิธีการปรุงผัดไทยได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีการคิดค้นสูตรผัดไทยเส้นจันท์ใส่มันกุ้งและกุ้งสด รวมทั้งการเลือกวัตถุดิบที่สดใหม่, เครื่องปรุงแบบครบรส การันตีความชำนาญมากกว่า 40 ปีอีกด้วย ส่วนเมนูแนะนำ ได้แก่ ผัดไทยทรงเครื่อง, ผัดไทยเส้นจันท์มันกุ้ง และผัดไทยกุ้งสดไร้เส้น เป็นต้น

3. ประจักษ์เป็ดย่าง บางรัก ร้านอาหารเก่าแก่ที่ก่อตั้งมากว่า 100 ปี เปิดขายกันมากว่า 3 รุ่น ตัวร้านเป็นตึกขนาดหนึ่งคูหา เปิดให้บริการอาหารไทย-จีน ตั้งแต่ปี 2452 ซึ่งเคล็ดลับของร้าน คือ การคัดเป็ดเชอร์รี่เกรดดี นำมาผ่านกรรมวิธีหมัก เครื่องเทศ แล้วย่างในอุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับเมนูอาหารที่มีชื่อเสียง ได้แก่ เป็ดย่าง, หมูแดง, หมูกรอบ ส่วนเมนูยอดนิยม ได้แก่ ข้าวหน้าเป็ด, ข้าวหมูแดง, ข้าวหมูกรอบ, ข้าวเฉโป, บะหมี่เป็ด, บะหมี่หมูแดง, เกี๊ยวหมู และเกี๊ยวกุ้ง นอกจากนี้ ยังมีอาหารไว้บริการทั้ง ข้าวผัด, ราดหน้า, โกยชีหมี่ เป็นต้น รวมถึงมีเมนูใหม่อย่าง เป็ดย่างสุญญากาศ ที่คงความอร่อยของเป็ดให้ยาวนานมากขึ้นอีกด้วย

4. สมบูรณ์โภชนา ร้านอาหารที่เปิดให้บริการมานานตั้งแต่ปี 2512 ซึ่งมีเมนูเด็ดขึ้นจนกลายเป็นต้นตำรับของร้านได้แก่ “ปูผัดผงกะหรี่” ซึ่งเป็นสูตรพิเศษ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ได้รับความนิยมมาตลอด ร้านนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชอบเมนูอาหารไทย-จีน และอาหารทะเลแบบสด ๆ ที่เน้นการใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ ทั้งกุ้ง หอย ปูและปลา ซึ่งเมนูแนะนำ ได้แก่ ปูผัดผงกะหรี่, ปลากะพงนึ่งมะนาว, กุ้งอบวุ้นเส้น, ตำยำกุ้ง, ปลาหมึกนึ่งมะนาว และเมนูของหวานอย่างบัวลอยน้ำขิง เป็นต้น

5. สุกี้เรือนเพชร ร้านสุกี้โบราณที่เปิดบริการมานาน พร้อมด้วยรสชาติน้ำจิ้มแบบกวางตุ้ง ส่วนน้ำซุปทำมาจากน้ำต้มกระดูกหมู รวมทั้งมีเมนูอาหารไทย-จีนให้เลือกมากมาย ตัวร้านอาหารเป็นตึกแถว 2 ห้อง แบ่งที่นั่งออกเป็น 2 ชั้นให้เลือก ทั้งโซนห้องพัดลมและแอร์ นอกจากนี้ ทางร้านยังมีบริการจัดเลี้ยงงานต่าง ๆ นอกสถานที่อีกด้วย สำหรับเมนูแนะนำ ได้แก่ สุกี้, กบทอดกระเทียมพริกไทย, เป็ดอบเรือนเพชร, ไก่ทอดไดมารู, ผัดหมี่แห้ง, ทอดมันกุ้ง และน่องไก่เรือนเพชร เป็นต้น

ปี 58 ร้านอาหารแข่งขันรุนแรง ร้านอาหารเติบโตโดดเด่น 6.9 – 8.9% โดยระบุว่า ในปี 2558 นี้ ต้นทุนในการขยายสาขาของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดให้กลยุทธ์การขยายสาขาของเชนร้านอาหารเปลี่ยนแปลงไป

กลยุทธ์การขยายสาขาของเชนร้านอาหารในปี 2558 จะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทำเลที่ตั้งที่จะขยายสาขามากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยต้องเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารในพื้นที่ยังไม่รุนแรงมากนัก รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกแบรนด์ร้านอาหารให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ที่จะขยายสาขามากขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอรูปแบบอาหารที่แปลกใหม่และสอดคล้องกับรูปแบบการรับประทานอาหารนอกบ้านของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอีกด้วย เพื่อให้เม็ดเงินการลงทุนขยายธุรกิจร้านอาหารเป็นไปอย่างคุ้มค่าสูงสุด

นอกจากนี้ ในปี 2558 ยังมีการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารรายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการธุรกิจรายใหญ่ เช่น ธุรกิจเครื่องดื่ม ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจผลิตอาหาร เป็นต้น ที่ต่างหันมารุกในธุรกิจร้านอาหารมากขึ้น โดยกลยุทธ์การขยายธุรกิจจะเป็นการเจาะช่องว่างในตลาดและนำเสนออาหารสัญชาติใหม่ๆ รวมไปถึงนำเสนออาหารในรูปแบบที่แตกต่างเพื่อเป็นตัวเลือกใหม่ๆสำหรับลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยมีรูปแบบอาหารที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากจะเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารของคนไทยต่อคนต่อครั้งปรับตัวสูงขึ้น จากการกระตุ้นการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นโดยผู้ประกอบการธุรกิจเชนร้านอาหารแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนการประกอบธุรกิจร้านอาหารในระดับที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจเชนร้านอาหารจำเป็นต้องปรับราคาอาหารให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารมีทางเลือกในการนำเสนอความคุ้มค่าในรูปแบบอื่นๆได้ ผ่านการให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ เช่น รสชาติอาหาร ความแตกต่างและความหลากหลายของอาหาร การตกแต่งร้าน การให้บริการ เป็นต้น โดยผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารต้องให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ลูกค้ามีค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารต่อคนต่อครั้งสูงขึ้น ขยายฐานลูกค้าไปในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการซ้ำควบคู่กันไป


อาหารเป็นหนึ่งในหกยุทธศาสตร์ของโครงการศึกษาผลกระทบเศรษฐกิจอาเซียนต่อผู้ประกอบการSMEs ในสาขาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ได้ศึกษาถึงโอกาส สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังจะเตรียมตัวมุ่งสู่AEC โดยเฉพาะในกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ประชาชาติธุรกิจ นิวบิซ สรุปเนื้อหาในส่วนของจุดเด่นจุดด้อยของไทยทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งพันธมิตรที่เราควรจะเลือกให้เหมาะกับระดับของธุรกิจ สำหรับการเปิดตัวเองสู่ตลาดAECของSMEs ปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐเน้นย้าก็คือ การรวมกลุ่มของรายย่อย เป็นเครือข่าย ที่เข้มแข็งเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของกันและกัน รวมทั้งการใช้อำนาจของกลุ่มเป็นกลไกในการต่อรองกำหนดราคาและพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็ง โดยการตั้งเป็นสถาบัน เช่น สหกรณ์ ชมรม สมาคม สมัครใจ เพื่อพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

สำหรับต้นน้ำจะได้รับประโยชน์จากตลาดใหญ่ขึ้น แต่ข้อเสียคือ แข่งขันกับเพื่อนบ้านที่ต้นทุนต่ำกว่า SMEsจะอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะภาคการเกษตร ประมงกลางน้ำ มีตลาดใหญ่ขึ้น มีวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และ ผู้ประกอบการมีโอกาสย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีวัตถุดิบ และมีความพร้อมในเรื่องแรงงานและการขนส่ง แต่ข้อเสียคือ ถ้าผู้ประกอบการไม่แข็งแรงพอ จะถูกครอบงำจากนักลงทุนต่างชาติ และกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตแทนส่วนปลายน้ำเองก็ตลาดมากขึ้น การเดินทางระหว่างกันสะดวกมากขึ้น

ในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ธุรกิจบริการร้านอาหาร โรงแรมเฟื่องฟู และมีโอกาสขยายการลงทุน เนื่องจากเปิดเสรีมากขึ้นนั่นเอง ส่วนข้อเสียก็คือ จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามามากขึ้น และหากผู้ประกอบการไทยไม่แข็งแรงพอ เราจะกลายเป็นแค่คนรับผลิตมากกว่าเจ้าของกิจการ

สำหรับประเทศที่ผู้ประกอบการเลือกทำธุรกิจนั้นหากเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า เหมาะกับอุตสาหกรรมประมง และวัตถุดิบที่มีราคาต่ำกว่าของไทย ลาว และกัมพูชา เป็นแหล่งพืชไร่และพืชสวน
– อุตสาหกรรมกลางน้ำ เวียดนาม กัมพูชา บรูไน สิงคโปร์ เป็นแหล่งขยายสินค้าแปรรูป เพราะมีอำนาจในการซื้อ
– อุตสาหกรรมปลายน้ำ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นแหล่งขยายการลงทุน อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม รีสอร์ต

ญี่ปุ่น ASEAN Japan Center เป็นหน่วยงานที่เกิดจากร่วมมือของประเทศญี่ปุ่นและประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ก่อตั้งเพื่อเป็นศูนย์กลางในทำการตลาดและการซื้อการขาย จับคู่ธุรกิจระหว่างนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นและผู้ผลิตสินค้า


แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารไทยในดินแดนมังกรอนาคตสดใสตามการเติบโตทาง ศก.จีน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และรสนิยมกินอาหารนอกบ้านของชาวจีนรุ่นใหม่ แนะเร่งสร้างเอกลักษณ์อาหารไทยแบบต้นตำรับในจีน

การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารไทยในประเทศจีน เพื่อวางกลยุทธ์ผลักดันการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารไทย ภายใต้โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นครัวอาหารคุณภาพของโลก ซึ่งจัดทำโดยศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรมอาหาร สถาบันอาหาร พบว่า ในปัจจุบันจีนมีจำนวนชนชั้นกลางประมาณ 250 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18.50 ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี 2563 จำนวนชนชั้นกลางในจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านคน จากจำนวนประชากร 1,450 ล้านคน

ขณะที่รายได้ของคนจีนก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ ผู้บริโภคชาวจีนในเขตเมืองมีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 ในปี 2555 หรือคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 24,565 หยวนต่อปี และในเขตชนบทมีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่ร้อยละ 13.5 หรือเท่ากับ 7,917 หยวนต่อปี

และจากการศึกษา พบว่าชาวจีนที่มีรายได้สูงในเขตเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่งโดยมากจะต้องการซื้ออาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มั่นใจในคุณภาพ นอกจากนี้ ชาวจีนมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น เนื่องจากมีระยะเวลาในการทำงานที่นานขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้ชาวจีนนิยมรับประทานอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น รวมไปถึงอาหารจานด่วน (Fast Food Service) และบริการส่งตรงถึงบ้าน (Home Delivery Service) ขณะเดียวกันก็มีความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น โดยต้องการสินค้าและอาหารที่แปลกใหม่ หลากหลาย และมีคุณภาพสูงขึ้น บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ก็จะต้องมีความทันสมัย และสามารถสร้างความเชื่อมั่นในด้านความสะอาดและปลอดภัยของส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่นำมาใช้ได้อีกด้วย

คนจีนในปัจจุบันนิยมกินอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น ทั้งหนุ่มสาว คนทำงาน และครอบครัว ถือเป็นโอกาสของธุรกิจร้านอาหารไทย โดยปัจจุบันพบว่าลูกค้าที่มากินอาหารที่ร้านอาหารไทยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีระดับรายได้ปานกลาง-สูง และเป็นลูกค้าประจำ แต่ปัญหาคือผู้บริโภคชาวจีนยังไม่สามารถแยกได้ถึงคุณลักษณะเฉพาะของอาหารไทย ซึ่งต้องเร่งสร้างอัตลักษณ์ให้โดดเด่นเฉพาะให้มากขึ้น ในอนาคตร้านอาหารไทยในจีนมีโอกาสเติบโตสูงหากผู้ประกอบการสามารถที่จะรักษาคุณภาพมาตรฐานรสชาติอาหารไทยไว้ได้ จะทำให้คนจีนรู้จักและต้องการทดลองรับประทานอาหารไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการไปท่องเที่ยวที่เมืองไทยทำให้ได้รู้จักและรับประทานอาหารไทย เมื่อกลับมาเมืองจีนก็ยังคงชื่นชอบอาหารไทย